ทำนายความฝันกับ 6 สิ่งต่อไปนี้

ทำนายความฝันกับ 6 สิ่งต่อไปนี้

เมื่อเรานอนหลับเรามักจะฝันถึงเหตุการณ์ต่างๆ แต่บางครั้งเราก็จำได้บ้าง จำไม่ได้บ้าง แต่หากคุณกำลังพยายามที่จะคิดให้ออกว่าคุณคือใครและอะไรเกิดขึ้นอยู่ในหัวของคุณ ความฝัน อาจจะบอกสิ่งนั้นกับคุณได้ เป็นความจริงที่รู้กันดีว่า ความฝันนั้นมาจากจิตใต้สำนึกของเราเองทั้งสิ้น แล้วถ้าฝันถึง 6 สิ่งเหล่านี้มันหมายความว่าไงล่ะ มาทำนายความฝันกับ 6 สิ่งต่อไปนี้ กัน
1. กล่อง
เมื่อต้องการที่จะจัดการกับสิ่งของบางอย่าง เราก็มักจะเก็บของสั่งนั้นใส่ลงไปในกล่อง นั่นคือวิธีที่พวกเขาจะทำให้มันออกไปจากสายตา และออกมาจากใจ ลักษณะของกล่องที่อยู่ในฝันของคุณนั้นจะทำนายความฝันได้ว่า หมายถึงความจริงที่คุณอาจจะซ่อนบางสิ่งบางอย่าง หรืออย่างน้อยก็จำกัดไว้ในขณะนี้ มุ่งเน้นไปที่สิ่งที่อยู่ในกล่อง มันอาจจะเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของคุณกับเพื่อน และคนในครอบครัว หรืออาจจะเป็นความลับบางอย่างของสถานที่เอกชนก็ได้

2. น้ำ
กลุ่มหมอกเมฆ หมายถึงน้ำ เป็นหนึ่งสัญลักษณ์ความฝันที่พบมากที่สุด ส่วนใหญ่มันจะเกี่ยวข้องกับอารมณ์ ทุกอย่างขึ้นอยู่กับบริบทของน้ำในฝันของคุณ ตัวอย่างเช่น

  • ถ้าในฝัน คุณรู้สึกเหมือนปลาที่ขาดน้ำ หมายความว่าคุณอาจจะมีเรื่องที่ไม่สบายใจ
  • ถ้าฝันว่าจมน้ำ หมายความว่าคุณอาจจะมีเรื่องยุ่งเหยิงมากมายที่แก้ปัญหาไม่ได้ในหัวของคุณ
  • ถ้าฝันว่าเห็นน้ำแต่รู้สึกร้อน หมายความว่าคุณกำลังมีปัญหาบางอย่าง

3. ดอกไม้
มักจะเป็นสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์และความเจริญงอกงาม ลักษณะของพวกเขาในความฝันอาจถูกมองว่าเป็นสัญลักษณ์แห่งความงาม ความฝัน หรือความเห็นอกเห็นใจ

4. ดวงจันทร์
มันสัญลักษณ์ของ ความขลัง แต่อีกนัยหนึ่งก็เป็นสัญลักษณ์ของ ความสำเร็จ นอกจากนี้ยังเป็นสัญลักษณ์ของ ความบ้า และ ความคิดสร้างสรรค์ แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับความรู้สึกของคุณที่ปรากฎอยู่ในความฝันด้วย

5. ถนนหนทาง
ในชีวิตจริง เราให้ความคิดในเรื่องของการเดินทางและการใช้ชีวิตบนเส้นทางเป็นภาพของถนนส่วนในความฝัน มันขึ้นอยู่กับว่าคุณอยู่บนถนนสายนี้คนเดียวหรือยู่กับเพื่อน เป็นถนนทางตรงและแคบหรือเป็นถนนกว้างแต่เต็มไปด้วยทางโค้ง

6. บันได
คุณอยู่ส่วนไหนของบันไดในความฝันของคุณ อยู่ด้านบนหรือด้านล่าง แล้วคุณเข้าใกล้มันมั้ย
มักมีคำทำนายความฝันว่า บันได หมายถึง ความสำเร็จ อาจเป็นตัวบ่งชี้เรื่องหน้าที่การงาน และการใช้ชีวิตของคุณ

ไอเดียเซอร์ไพรส์คนรักในช่วงเวลาพิเศษ

ไอเดียเซอร์ไพรส์คนรักในช่วงเวลาพิเศษ

จากสถานการณ์ COVID-19 ที่ยังแพร่ระบาดกันอยู่ในตอนนี้น่าจะทำให้หลายคู่รัก ต้องปรับเปลี่ยนสถานที่ฉลองวันวาเลนไทน์จากเดิมที่อาจจะไปแฮงค์เอาท์นอกบ้านเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศ แต่ต้องปรับเปลี่ยนเป็นการใช้ช่วงเวลาพิเศษที่บ้านแทน แต่ใครว่าฉลองวาเลนไทน์ที่บ้านน่าจะเบื่อจำเจ เรามีไอเดียเซอร์ไพรส์คนรักที่บ้านมาฝากกัน

1.จัดเตรียมอาหารมื้อพิเศษ
ไม่ได้ไปทานดินเนอร์มื้อหรูนอกบ้านก็ไม่ได้เป็นไร เรามาเนรมิตอาหารจานโปรดของคนรักมาไว้ที่บ้านได้ สำหรับใครที่ไม่เคยลงครัวทำอาหาร วาเลนไทน์นี้ถือว่าเป็นโอกาสที่ดีในการเข้าครัวเซอร์ไพรส์คนรักด้วยการบรรจงทำอาหารมื้อพิเศษให้เขาได้ทานด้วยตัวเอง โดยเลือกเมนูโปรดของคนรักไว้สัก 2-3 อย่าง เช่น อาหารคาว ขนมหวาน และเครื่องดื่ม ยิ่งถ้าปกติแล้วคนรักของคุณเป็นคนทำอาหารให้ทานเป็นประจำด้วยแล้ว รับรองว่ามื้อนี้จะต้องตราตรึงใจคนรักแน่ๆ สำหรับมือใหม่ก็อย่าลืมทดลองทำ ทดลองเทสต์สูตรดูก่อนเพื่อความชัวร์นะ

2. บอกรักผ่านบทเพลง
สำหรับใครที่มีความสามารถด้านดนตรีสักหน่อย เล่นกีตาร์ได้ เล่นเปียโนเป็น หรือแม้กระทั่งรักในการร้องเพลง มาบอกรักคนรักผ่านบทเพลงกันดูไหม ลองเลือกเพลงที่มีความหมายระหว่างคุณกับคนรัก อาจจะเป็นเพลงที่เคยร้องจีบสมัยยังไม่เป็นแฟนกัน แอบฝึกซ้อมเสียหน่อยตอนแฟนไม่อยู่บ้าน แล้วมาเซอร์ไพรซ์ร้องให้คนรักฟังในคืนวันวาเลนไทน์ เสียงร้องอาจจะไม่เป๊ะเหมือนต้นฉบับ เล่นคอร์ดผิดบ้างถูกบ้าง คีย์ดนตรีถูกบ้าง เพี้ยนบ้าง แต่เชื่อได้เลยว่าต้องประทับใจคนรักอย่างแน่นอน เพราะคุณค่ามันอยู่ที่ความตั้งใจที่เรามอบให้เขาต่างหาก

3. เขียนจดหมายวันวาเลนไทน์
จะมีอะไรที่ดีไปกว่าการได้บอกความรู้สึกของตัวเองให้คนรักได้รับรู้ผ่านลายมือที่บรรจงคัดมาจากหัวใจ ลองเขียนถึงสิ่งที่อยากบอกให้เขาได้รู้ สิ่งอยากเราอยากขอโทษ สิ่งที่เราอยากขอบคุณ จะสั้นจะยาวแค่ไหนก็ไม่เป็นปัญหา เชื่อว่าเมื่อคนรักได้เปิดอ่านแล้วต้องมีน้ำตาแห่งความตื้นตันใจอย่างแน่นอน

4. ตกแต่งบ้านให้เป็นบรรยากาศแห่งความรัก
บ้านที่เราอยู่กันทุกวัน ชินตาไปเสียทุกมุม เมื่อมีวาระพิเศษแบบนี้ลองเลือกมุมเล็กๆ ของบ้านมาสร้างพร็อบตกแต่งบ้าน เปลี่ยนจากบรรยากาศเดิมให้กลายเป็นบรรยากาศพิเศษเฉพาะคุณ อาจนำภาพคู่ที่เคยไปถ่ายกันในสถานที่ต่างๆ นำมาตกแต่ง จัดไฟให้สวยงาม ลองนำเทียนหอมมาจุดเพื่อสร้างบรรยากาศความโรแมนติก เปิดเพลงที่คนรักชอบคลอไปด้วย มอบของขวัญที่เตรียมมาให้คนรัก และอาจจะปิดท้ายวันด้วยการนั่งดูหนังด้วยกันสักเรื่อง ก็เป็นวาเลนไทน์ที่เรียบง่ายแต่น่าจดจำไม่น้อย

5. ให้ของขวัญที่มีชิ้นเดียวในโลก
เมื่อเราได้เป็นคนพิเศษของใคร และใครที่ได้เป็นคนพิเศษของเรา การที่เราตั้งใจทำของขวัญชิ้นพิเศษที่ไม่ซ้ำใคร ย่อมทำให้คนที่ได้รับยิ้มแก้มปริอยู่แล้ว ลองลงมือทำของขวัญให้คนรักด้วยตัวเองดู อาจจะทำเป็นสมุดภาพบันทึกเรื่องราวความรักถักกระเป๋า เย็บตุ๊กตา ทำกรอบรูป DIY ฯลฯ แม้ไม่ใช่ของขวัญที่มีมูลค่าราคาแพงของ แต่เพราะคุณค่าที่ซ่อนอยู่ในรายละเอียดและความใส่ใจของคนทำต่างหากที่ทำให้ของชิ้นนี้เป็นของสำคัญสำหรับคนพิเศษอย่างแท้จริง

จับพิรุธสามีว่าเขาแอบนอกใจอยู่ไหม

จับพิรุธสามีว่าเขาแอบนอกใจอยู่ไหม

คู่สามีภรรยา เมื่ออยู่ด้วยกันนาน ๆ ก็ต้องมีเบื่อกันบ้าง แต่อย่าให้ความเบื่อเลยเถิดกลายเป็นการนอกใจจะดีกว่าไหม หากคุณเป็นอีกคนหนึ่งที่เริ่มสงสัยในพฤติกรรมของสามีว่าเริ่มแปลกไป วันนี้เรามีสัญญาณให้คุณเช็กว่า พิรุธแบบนี้ใช่การนอกใจหรือเปล่า ต้องทำอย่างไรให้จับพิรุธสามีได้ พร้อมแล้วมาดูกันเลย

1.กลับบ้านดึกเป็นประจำ
ช่วงหลัง ๆ มานี้ลองสังเกตดูว่าสามีของคุณกลับบ้านดึกเป็นประจำหรือไม่ หากสามีของคุณกลับบ้านดึกติดต่อกัน แล้วมีการอ้างว่าติดงานดึกตลอดเวลา บางทีอาจจะต้องเช็กเพิ่มกับเพื่อนร่วมงานของสามีคุณอีกทางหนึ่งแล้ว

2.ใช้เงินเปลืองมากเป็นพิเศษ
หากสามีของคุณมีรายจ่ายเพิ่มขึ้นโดยไม่รู้สาเหตุ อีกทั้งยังปิดบังคุณไว้ บางทีนี่อาจจะเป็นสัญญาณเตือนว่าเขากำลังนอกใจคุณอยู่ก็เป็นได้ แนะนำว่าให้คุณนั้นลองสืบจากประวัติการใช้บัตรเครดิต หรือจับสังเกตให้ดีถึงบิลที่ส่งมาที่บ้าน บางทีคุณอาจจะพบกับคำตอบดีๆ ก็เป็นได้

3.เริ่มฟังเพลงแปลกใหม่
สำหรับรสนิยมฟังเพลงนี้เป็นอีกหนึ่งสัญญาณเตือนที่บ่งบอกถึงความผิดปกติของสามีคุณ หากปกติสามีคุณเน้นฟังเพลงร็อคหนักๆ มาโดยตลอด แล้วจู่ๆ หันไปฟังเพลงหวานซึ้งหรือเนื้อเพลงที่บ่งบอกถึงความรักที่เพิ่งเริ่มต้น แบบนี้กลิ่นเริ่มไม่ดีแล้ว

4.หวงโทรศัพท์มือถือ
หากจู่ ๆ สามีของคุณที่ไม่เคยใส่ใจกับรหัสผ่านต่างๆ กลายเป็นคนที่ใส่รหัสผ่านมือถือ เปลี่ยนรหัสเฟสบุ๊ก หรือแม้แต่หวงโทรศัพท์มากกว่าเดิม แบบนี้เป็นสัญญาณที่บ่งบอกชัดเจนเลยว่าเขาเริ่มมีอะไรที่ปิดบังคุณอยู่อย่างแน่นอน จะต้องลองสังเกตุและจับพิรุธสามีให้ได้

5.หงุดหงิดง่าย
สำหรับสามีใครที่ปกติอารมณ์เย็นและใจดี จู่ๆ ก็กลายเป็นคนหงุดหงิดง่าย ที่เป็นแบบนี้เพราะว่าเขานั้นมีอะไรที่ปิดบังคุณอยู่ แนะนำว่าให้คุณเลิกถามเอาความจริงกับเขา แต่หมั่นสังเกตพฤติกรรมของเขาให้มากขึ้นจะดีกว่า

6.มีเพื่อนร่วมงานผู้หญิงที่สนิทเป็นพิเศษ
หากจู่ ๆ สามีมีเพื่อนร่วมงานผู้หญิงที่สนิทเป็นพิเศษ คอยกลับบ้านด้วยกัน ไปต่างจังหวัดด้วยกัน หรือบางคนอาจหนักข้อถึงขั้นโทรมาหาในวันหยุดบ่อย ๆ แบบนี้เป็นสัญญาณเตือนแล้วว่าเขาเริ่มมีอะไรปิดบังคุณอยู่

สำหรับใครที่สำรวจพฤติกรรมของสามีแล้วดูแปลกมากเกินกว่าจะทำใจมองข้ามได้ ขอแนะนำเลยว่าให้พยายามใช้สติประคับประคองจิตใจให้พ้นผ่านสถานการณ์นี้ไปได้อย่างรวดเร็ว ไม่ควรเอะอะหรือตีโพยตีพาย ใช้อารมณ์เย็นดึงเขาให้กลับมาจะดีที่สุด

6 แนวคิดของคนระดับเศรษฐีที่นำมาปรับใช้กับมุมมองธุรกิจให้สำเร็จได้

6 แนวคิดของคนระดับเศรษฐีที่นำมาปรับใช้กับมุมมองธุรกิจให้สำเร็จได้

สำหรับเรื่องท้าทายสำหรับธุรกิจนั้นจะต้องมีการหมุนเคลื่อนไปตามการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด เพราะโลกของเราก็มีการเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆด้วย ถ้าธุรกิจไหนมีผู้บริหารที่สามารถคาดการณ์ล่วงหน้าได้อย่างแม่นยำ โอกาสและความสำเร็จก็จะเป็นของผู้นั้น ซึ่งคนแบบนี้นั้นหายากหรือจนแทบจะไม่มีเลย 

 การดูมุมมองจากคนอื่นจึงเป็นเรื่องจำเป็น แต่หากให้ดูมุมมองจากคนทั่วไป ความสำเร็จของเราอาจจะเกิดขึ้นได้ช้า เราจึงต้องไปดูมุมมองคนที่ประสบความสำเร็จแล้ว เช่น ลองดูมุมมองของคนที่ได้ชื่อว่าเศรษฐีหรือระดับมหาเศรษฐี เพราะคนเหล่านี้มีแนวคิดที่แตกต่างจากคนทั่วๆ ไป แถมสายตาของคนกลุ่มนี้มองไปยังเป้าหมายตลอดเวลา ที่สำคัญคนกลุ่มนี้ต้องมีเคล็ดลับในการทำงานเพื่อให้สามารถได้ชื่อว่าเป็นเศรษฐี นี่คือ 6 แนวคิดของคนระดับเศรษฐีที่นำมาปรับใช้กับมุมมองธุรกิจให้สำเร็จได้

1. ทำยังไงก็ไม่ถึงเป้าหมาย
คนระดับเศรษฐีนั้นมักจะมีเป้าหมายการทำงานอยู่เสมอ แต่รู้หรือไม่ว่าเศรษฐีเหล่านั้นไม่เคยถึงเป้าหมายซักครั้ง นั่นเพราะคนระดับเศรษฐีเชื่อว่า เมื่อถึงเป้าหมายเท่ากับภาระกิจสำเร็จ เมื่อภาระกิจสำเร็จก็จะหยุดประสิทธิภาพไว้ตรงนั้น คนระดับเศรษฐีจึงมีเป้าหมายใหม่ไปเรื่อยๆ ซึ่งทำให้ไม่เคยถึงเป้าหมายสักครั้ง และเพราะยังไม่เคยถึงเป้าหมายนี้เอง จึงทำให้คนระดับเศรษฐีต้องคิดและสร้างสรรค์วิธีการใหม่ๆ ตลอดเวลาเพื่อไปให้ถึงเป้าหมาย

2. เศรษฐีมักเป็นคนสายตายาว
หลายคนบอกว่าคนระดับเศรษฐีมักจะเป็นคนสายตายาว แต่ไม่เกี่ยวกับ Focus ในการมอง เพราะสายตายาวคือการมองแผนไปข้างหน้ายาวไกล เพราะการวางแผนระยะสั้นแม้จะช้วยให้รู้สึกว่าง่าย ช่วยสร้างความกระตือรือร้น แต่การมองระยะยาวจะช่วยให้คนระดับเศรษฐี สามารถวางแผนระยะสั้นเพื่อไปยังแผนระยะยาว และเมื่อแผนระยะยาวใกล้สำเร็จ ก็จะมีแผนระยะยาวที่มากกว่าเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ

3. อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด
ในการทำธุรกิจมักจัมีปัจจัยอยู่ 2 ปัจจัย ทั้งปัจจัยที่ควบคุมได้และปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ สิ่งที่เป็นปัญหากับธุรกิจบ่อยครั้งคือปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ ซึ่งธุรกิจทั่วไปเมื่อปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้มีผลกระทบกับธุรกิจหลายคนก็จะมองหาวิธีแแก้ปัญหา แต่คนระดับเศรษฐีกลับมองว่า เพราะเป็นปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นผลดีหรือผลร้ายก็ต้องเผชิญหน้ากับมัน หากแต่คนเหล่านั้นไม่ได้มองเพื่อแก้ปัญหา แต่จะมองหาโอกาสจากผลกระทบเหล่านั้น

4. แรงกระตุ้นพิเศษ สร้างพลังฮึด
อย่างที่กล่าวไปแล้วว่า คนระดับเศรษฐีไม่เคยถึงเป้าหมายสักครั้ง ซึ่งโดยปกติสิ่งที่ทำโดยไม่มีจุดสิ้นสุด ทำให้สิ้นหวังและท้อแท้ได้ นั่นจึงทำให้คนระดับเศรษฐีก็มีเป้าหมายหรือความฝันเหมือนกัน แต่เป้าหมายหรือความฝันของคนระดับเศรษฐีมันต้องพิเศษหรือยากเย็นกว่าคนอื่น เป้าหมายหรือความฝันเหล่านี้จะกลายเป็นแรงกระตุ้นชั้นเยี่ยมให้กับคนระดับเศรษฐี ในการพิชิตสิ่งที่ใฝ่ฝันให้ได้

5. การลงทุนมีความเสี่ยง
ส่วนหนึ่งของคนระดับเศรษฐีที่มีเหมือนๆ กันคือชอบความท้าทาย โดยเฉพาะความเสี่ยงในการทำธุรกิจ เพราะนั่นหมายความว่า การลงทุนน้อยหรือความเสี่ยงต่ำ มักจะได้รับผลตอบแทนที่น้อยและไม่คุ้มค่า ขณะที่ยิ่งความเสี่ยงสูงก็ต้องลงทุนมาก แต่ถ้าสำเร็จผลตอบแทนก็มากมายมหาศาลเช่นกัน นี่จึงเป็นเอกลักษณ์ที่สำคัญของคนระดับเศรษฐี และนั่นทำให้คนระดับเศรษฐีมักจะหาข้อมูลศึกษามากมายเพื่อลดความเสี่ยงลง

6. ความรู้เกิดขึ้นใหม่ได้เสมอ
อย่างที่บอกว่าคนระดับเศรษฐีมักจะชอบความเสี่ยง สิ่งที่จะมาลดความเสี่ยงได้คือความรู้ ยิ่งโลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ความรู้ใหม่ๆ ก็เกิดขึ้นมาอย่างรวดเร็ว การหยุดเรียนรู้และถือว่ามีความรู้อยู่แล้วเป้นสิ่งที่คนระดับเศรษฐีไม่ปฏิบัติกัน เพราะยังมีความรู้อีกมากมายบนโลกที่เกิดมาใหม่ตลอดเวลา ในอดีตใครจะไปคิดได้ว่าปัจจุบันแค่มีมือถือก็ทำธูรกิจบน e-Commerce ได้แล้ว หรือใครจะไปคิดว่า LINE ในวันนั้นที่ท้าทายคู่แข่งอย่าง WhatsApp และ BB Chat จะกลายเป็น SuperApp อย่างวันนี้

เคล็บลับ การจัดห้องนอนเสริมความรัก

เคล็บลับ การจัดห้องนอนเสริมความรัก

      สำหรับคนที่มีความรักนั้นก็คงอยากให้ความรักเป็นสิ่งหวานแหวว เป็นสิ่งที่ทำให้เรามีความสุขอยู่ตลอดเวลา แต่ด้วยเวลาที่อยู่กันนานๆไปแล้ว ความรักที่มีต่อกันอาจจะจืดจางไปได้ ฉะนั้นหากไม่อยากให้ความรักของเราจืดจางไป การใช้เคล็ดลับ เสริมดวงด้านความรัก ก็คงไม่เสียหายอะไร เพราะการได้ลองทำ ย่อมดีกว่าการไม่ทำอะไรเลยอยู่แล้ว วันนี้เราจึงบทความ เคล็บลับ การจัดห้องนอนเสริมความรัก มาฝากทุกคนกัน เพราะห้องนอนนั้นก็เป็นอีกที่หนึ่งที่ช่วยให้เรามีความสุข และรู้สึกผ่อนคลาย 

จัดห้องนอน เสริมความรัก
1. ใต้เตียงนอน ไม่ควรเอาของที่ไม่ใช้แล้ววางไว้ ยิ่งเป็นของที่ปรักหักพังยิ่งไม่ควร และไม่ควรวางเป็นกองๆ สุมเอาไว้ แต่ถ้าคุณไม่มีที่ไว้ของจริง ๆ ก็ให้เลือกเก็บแต่ของใหม่ ๆ เท่านั้น และต้องจัดให้เป็นระเบียบเรียบร้อยด้วย ถ้าใต้เตียงรกมาก ๆ หรือเก็บของหัก ๆ เหลือใช้ทิ้งไว้ จะทำให้คุณหรือคนรักมีสุขภาพไม่แข็งแรง แถมยังไม่เรื่องวีนใส่กันบ่อย ๆ

2. หน้าต่างห้องนอน
นั้น ควรใช้ม่านบังตา มากกว่าจะเป็นมู่ลี่กันแดดที่ดูแข็ง ไม่มีความพลิ้วไหวเหมือนกับผ้า

3. ห้องนอน ต้องมีบรรยากาศที่นุ่มนวล ไม่ใช่ความเป็นงานเป็นการ เชื่อกันว่าถ้าใช้ม่านบังตาติด จะช่วยเสริมโชคเรื่องความรัก ถ้าห้องนอนของคุณมีหน้าต่างกระจกใส ที่สามารถมองวิวสวย ๆ นอกบ้านได้ ไม่ควรจะเลื่อนเตียงเข้าไปติดกับหน้าต่างกระจกนั้น หรือวางใกล้กันมากเกินไป แม้ว่าคุณอยากจะนอนชมวิวภายนอกก็ตาม

4. พลังที่ผ่านเข้ามาจากภายนอก นั้น แม้จะไม่ทำให้คู่รักที่นอนอยู่บนเตียงมีเรื่องราวถึงกับต้องเลิกกัน แต่ก็จะส่งผลให้นอนไม่หลับหรือฝันร้ายอยู่เรื่อย ๆ ควรหาแจกันดอกไม้มาวางไว้ในห้องนอนสักหนึ่งอัน หรือจะเป็นกระถางต้นไม้ก็ได้ โดยควรใช้กระถางสีขาว ส่วนต้นไม้ให้เป็นสีแดงหรือชมพู จะช่วยเพิ่มพลังรักให้เจิดจ้ายิ่งขึ้น อย่าหันหัวเตียงไปทางห้องน้ำ ความรักจะพุ่งลงเหว มีแต่เรื่องทะเลาะเบาะแว้ง

5. ทิศที่วางเตียงนอน นั้น ไม่ควรหันปลายเท้าให้ตรงกับประตูห้องนอน เพราะเป็นสัญลักษณ์การนอนของคนที่ตายแล้ว ไม่เป็นมงคลอย่างยิ่ง หากปลายเตียงหันไปทางประตูห้องนอนพอดีล่ะก็ จะมีเรื่องให้เดือดร้อนใจในครอบครัว สุขภาพไม่ดี อาจมีคนใดคนหนึ่งเจ็บป่วยอยู่เรื่อย ๆ ความอบอุ่นในความรักลดน้อยลง พื้นของห้องนอนนั้นมีความสัมพันธ์กับชีวิตรักเช่นกัน

6. พื้นของห้องนอน ควรเป็นพื้นเรียบ มีลวดลายสบายตา หากเป็นพื้นเรียบ สีเรียบ ๆ ได้จะดีที่สุด อย่าเลือกพรมปูห้องนอน ที่มีลวดลายฉวัดเฉวียนน่าเวียนหัว เพราะจะส่งผลให้ความรักของคุณวุ่นวายด้วย เช่นกัน อย่าอินเทรนด์ให้มากนัก พื้นของห้องนอนต้องไม่ใช้วัสดุซึ่งขรุขระมาปู ไม่ว่ามันจะเก๋เลิศขนาดไหน ก็ให้เมินหน้าหนีซะ ถ้าอยากให้ความรักของคุณราบรื่น

ดอกไม้ประจำวันเกิด และ ต้นไม้ประจำวันเกิด ทายนิสัยแม่นๆ

ดอกไม้ประจำวันเกิด และ ต้นไม้ประจำวันเกิด ทายนิสัยแม่นๆ

       ทุกคนคะรู้ไหมว่าวันเกิดของคนเราเนี่ย ไม่ใช่เพียงแค่เป็นวันที่เราเกิดมาเฉยๆ นะคะ แต่ในแต่ละวันในหนึ่งสัปดาห์เนี่ย จะมีดอกไม้และต้นไม้ประจำวันเกิดอยู่ ซึ่งทั้งสองอย่างนี้เนี่ยจะสามารถบ่งบอกนิสัยพื้นฐานของเจ้าของวันเกิดได้ว่าเป็นคนอย่างไร รวมไปถึงหากนำมาปลูกก็จะถูกโฉลกและเป็นมงคลกับตัวเองด้วย วันนี้เราจึงได้นำดอกไม้ประจำวันเกิด และ ต้นไม้ประจำวันเกิด พร้อมกับคำทำนายนิสัยแม่น ๆ มาฝากกัน มาดูกันเลยว่าวันเกิดของคุณมีดอกไม้และต้นไม้อะไรประจำวันเกิดบ้าง และลึก ๆ แล้วคุณเป็นคนมีนิสัยอย่างไรบ้าง เรามาทายนิสัยแม่นๆ จากดอกไม้ประจำวันเกิด และ ต้นไม้ประจำวันเกิดกัน

เกิดวันอาทิตย์
       ต้นไม้ประจำวันเกิด  เป็นต้นพวงแสด ต้นพุทธรักษา ต้นธรรมรักษา และต้นเยอร์บีร่าที่มีดอกสีส้ม
       ดอกไม้ประจำวันเกิด  เป็นดอกกุหลาบสีส้ม จะถูกโฉลกกับคนที่เกิดวันอาทิตย์ คนเกิดวันนี้มีนิสัยทะเยอทะยานและกระตือรือร้น คุณและดอกไม้มีความหมายถึงความฝันอันยิ่งใหญ่ ดอกไม้อีกชนิดสำหรับผู้เกิดวันนี้คือ ดอกทานตะวัน อันเป็นสัญลักษณ์คู่กับพระอาทิตย์เสมอ บอกถึงตัวคุณที่เชื่อมั่น หัวสูง ถือตัว และหยิ่งในศักดิ์ศรีด้วย 

เกิดวันจันทร์
       ต้นไม้ประจำวันเกิด คือ ต้นมะลิ ต้นแก้ว ต้นพุด ต้นจำปี ยิ่งถ้าปลูกแล้วออกดอกหอม คุณจะยิ่งโชคดี
       ดอกไม้ประจำวันเกิด  คือ ดอกมะลิขาวสะอาด หมายถึงตัวคุณที่มีความนุ่มนวลอ่อนโยน เรียบร้อย ส่วนดอกไม้อีกชนิดคือ ดอกกุหลาบขาว หมายถึงความรักที่อ่อนโยนและไม่ต้องการสิ่งใดตอบแทน เพราะคนวันจันทร์มักอ่อนไหวง่าย โรแมนติก และช่างฝัน 

เกิดวันอังคาร
      ต้นไม้ประจำวันเกิด คือ ต้นชัยพฤกษ์ ต้นชมพูพันธุ์ทิพย์ ต้นยี่โถ ออกดอกสีชมพู ต้นเข็มออกดอกสีชมพู ถ้าต้นไม้ของคุณออกดอกมาก ๆ บอกได้ว่าคุณกำลังมีความสุข
      ดอกไม้ประจำวันเกิด คือ ดอกกล้วยไม้ โดยเฉพาะที่ออกดอกสีชมพู เพราะมีความหมายถึงความรักที่ร้อนรุ่ม หวือหวา วูบวาบตามอารมณ์ของคนที่เกิดวันนี้ 

เกิดวันพุธ
      ต้นไม้ประจำวันเกิด คือ พิเศษกว่าคนอื่นตรงที่เป็นต้นไม้ใบเขียว โดยเฉพาะต้นกระดังงา ต้นสนฉัตร ดังนั้น คุณควรปลูกต้นไม้เยอะ ๆ ถึงจะโชคดี ต้นไม้เหล่านั้นจะช่วยปกป้องคุ้มครองคุณได้
      ดอกไม้ประจำวันเกิด คือ ดอกบัว หมายถึงจิตใจอันสงบ คนที่เกิดวันพุธมักชอบเป็นนักการทูต และรักสันติภาพ เป็นนักคำนวณ (เงิน) ตัวยง รักและซื่อสัตย์ต่อเพื่อนฝูง ควรระมัดระวังเรื่องใจอ่อน ใจง่าย เชื่อคนง่าย และความใจกว้างจนเกินไป 

เกิดวันพฤหัสบดี
       ต้นไม้ประจำตัว คือ ต้นโสน ต้นราชพฤกษ์ และต้นบานบุรี หากมีต้นไม้เหล่านี้อยู่ในบ้านจะช่วยคุ้มครองดูแล 
       ดอกไม้ประจำวันเกิด คือ ดอกกุหลาบสีเหลือง หมายถึงการเปลี่ยนแปลงในเรื่องความรัก รักซ้อนซ่อนใจ เพราะคนที่เกิดวันนี้เป็นคนรักง่ายหน่ายเร็ว เจ้าชู้เล็ก ๆ ดอกไม้อีกชนิดหนึ่งคือ ดอกคาร์เนชั่นสีชมพู หมายถึงรักของคุณที่อ่อนโยนและอ่อนหวาน คนที่เกิดวันนี้ จริง ๆ แล้วเป็นคนสุภาพอ่อนโยนและมีอารมณ์ขัน น่ารักเหมือนดอกไม้ของคุณนั่นแหละ 

เกิดวันศุกร์
        ต้นไม้ประจำตัว คือ ต้นพยับหมอก ต้นแส ต้นอัญชัน
        ดอกไม้ประจำวันเกิด คือ กุหลาบทุกสี เพราะคนที่เกิดวันศุกร์มักเป็นนักรักที่ยิ่งใหญ่ มีเสน่ห์ล้นเหลือ หรือจะเป็นดอกไม้เจ้าเสน่ห์ที่มีความหมายหวานแหววแบบดอกไวโอเลต ว่า “ฉันรักเธอแล้ว หากรักฉันก็บอกกันบ้างนะ” คนเกิดวันศุกร์บางอารมณ์ก็โลเล จึงได้ดอกลาเวนเดอร์ ที่มีความหมายถึงรักที่สับสน ไม่แน่นอน ไปครองอีกดอกหนึ่ง 

เกิดวันเสาร์
          ต้นไม้ประจำตัวจะมีต้นไม้พวกต้นกัลปังหา ต้นพวงคราม ต้นอินทนิล
         ดอกไม้ประจำวันเกิด คือ ดอกลิลลี่ อันหมายถึงรักครั้งแรก รักที่บริสุทธิ์ เพราะคนที่เกิดวันเสาร์เป็นคนจริงจังและซีเรียส จึงรักใครยากหน่อย ทว่า ดอกลิลลี่เป็นดอกไม้ที่กระทบใจคนขี้เหงาวันเสาร์ได้ดีทีเดียว

รสนิยมทางเพศ

รสนิยมทางเพศ

 

ปัจจุบันในโลกเรามีเพศมากกว่าเพศหญิงและเพศชาย ก็คือที่รู้จักกันก็คือเพศที่  3

ไม่ว่าจะเป็น เลสเบี้ยน ทอม ดี้ เกย์ กระเทย ตุ๊ด เควียร์ เป็นต้น

เรามารู้จักกันเลยว่าแต่ละชื่อที่เรียกกันมานั้นแตกต่างกันอย่างไร

1.เลสเบี้ยน หมายถึง ผู้หญิงที่รักผู้หญิงด้วยกันลักษณะภายนอกเป็นผู้หญิงทั้งคู่ไม่ได้ต่างจากเพศหญิงเลย จะต่างก็แค่ว่ามีความต้องการแค่ผู้หญิงเหมือนกัน

2.ทอม หมายถึง ผู้หญิงที่รักผู้หญิงด้วยกันแต่จะต่างกันตรงที่ ทอมจะเป็นผู้หญิงที่มีบุคลิกภายนอกแสดงออกเหมือนผู้ชาย เช่น ตัดผมสั้น ไม่ชอบใส่กระโปง แต่งตัวเหมือนผู้ชาย 

3.ดี้ หมายถึง ผู้หญิงที่ชอบทอมหรือสาวหล่อนั้นเองและไม่ชอบผู้ชายเลยเรียกได้ว่าทั้งชีวิตนี้จะคบแค่ทอมเท่านั้น

4.เกย์ หมายถึง ผู้ชายที่รักผู้ชายด้วยกันซึ่งยังแบ่งเกย์ได้อีก 2 ประเภทคือ

เกย์ควีนก็จะเป็นผู้ชายที่รักผู้ชายด้วยกันแต่จะเป็นฝ่ายรับอยากเดียว 

เกย์คิงก็จะเป็นผู้ชายที่รักผู้ชายด้วยกันแต่จะชอบเป็นฝ่ายลุกอย่างเดียว 

แต่บางคนก็ได้ทั้งรับและลุก

5.กระเทย หมายถึง ผู้ชายที่แปลงเพศเป็นผู้หญิงแล้วไม่ว่าจะเป็นการแปลงเพศ การเสริมหน้าอก ทำทุกอย่างรวมถึงการเทคฮอร์โมนให้กล่องเสียงเล็กลงเสียงจะเริ่มเปลี่ยนเหมือนเสียงผู้หญิงมากขึ้นและกระเทยก็คือผู้หญิงที่แปลงเพศมาแล้วรักกับผู้ชาย

6.ตุ๊ด หมายถึง ตุ๊ดกับกระเทยต่างกันตรงที่ยังไม่ได้แปลงเพศแต่ก็รักกับผู้ชายเหมือนกัน

7.ทอมเกย์ หมายถึง ทอมที่รักได้ทั้งผู้หญิง ดี้ และทอมด้วยกัน

8.ไบท์ หมายถึง ผู้หญิงที่รักได้ทั้งทอม เลสเบี้ยน และผู้ชาย

9.โบ๊ท หมายถึง ผู้ชายที่รักได้ทั้งผู้หญิง เกย์คิง

10.อดัม หมายถึง ผู้ชายที่ชอบทอม

11.แองจี้ หมายถึง กระเทยชอบทอม

12.สามย่าน หมายถึง ผู้หญิงที่เป็นได้ทั้งเลสเบี้ยน ทอม ผู้หญิง พร้อมแปลงกายได้ทุกเมื่อ

13.ทรานส์แมน หมายถึง ผู้ชายข้ามเพศหรือทอมที่แปลงเพศมาเป็นผู้ชายทั้งตัดหน้าอก แปลงอวัยวะเพศหญิงเป็นอวัยวะเพศชายและเทคฮอร์โมนเพื่อเพิ่มกล้ามเนื้อให้แข็งแรงเหมือนผู้ชายมากขึ้นรวมไปถึงเสียงที่เปลี่ยนไปด้วย

จริง ๆ แล้วยุคสมัยนี้คำว่าความรักมันคงไม่จำกัดแค่เพศหญิงหรือเพศชายกันแล้ว ไม่ว่าคุณจะเป็นเพศอะไรคุณทุกคนก็มีความรักในรูปแบบของตัวเองได้ สิ่งสำคัญคือต้องยอมรับในสิ่งที่เราเป็นว่าเราเป็นอะไร ชอบแบบไหน รู้สึกดีกับใครมากกว่า ไม่จำเป็นต้องแคร์สายตาคนอื่นเพราะคนอื่นไม่ได้มามีความสุขหรือทุกข์กับเรา แต่สิ่งที่จำเป็นต้องทำคือไม่ไปก่อปัญหาหรือเบียดเบียนผู้อื่น เป็นคนดีของสังคม เราเชื่อว่ายุคสมัยนี้แล้วผู้ปกครองเกือบทุกบ้านเข้าใจเรื่องเพศที่ 3 และยอมรับกันมากขึ้นมากกว่าเมื่อก่อนยุคเปลี่ยนอะไรก็เปลี่ยนตาม 

เรามาผู้ถึงในฝั่งของผู้ปกครองหรือพ่อแม่กันบ้าง

อย่างอื่นเลยเราควรที่จะสังเกตุว่าลูกเรามีความรู้สึกกับเพศเดียวกันหรือเป็นเพศที่ 3 หรือไมจากนั้นเราควรให้ความสนับสนุนกับลูกเราให้ถูกวิธี ไม่ใช่ ส่งลูกคุณไปพบจิตแพทย์เพื่อแก้ไขการเบี่ยงเบนทางเพศ ด่า ตบ ตี ถึงจะทำร้ายลูกทางร่างกายหรือจิตใจลูกไป ลูกคุณก็ยังคงเป็นแบบนี้อยู่ดีเพราะเราทุกคนไม่สามารถบังคับความรู้สึกรักหรือชอบได้จริงหรือไม่?

วิธีที่คุณควรทำและให้ลูกคุณมีความสุขมากกว่าเดิม

1.เปิดใจรับฟังลูก คุยกับลูกให้ลูกรู้สึกว่าสบายใจที่มีพ่อแม่คอยรับฟังและสามารถคุยได้ในทุก ๆ เรื่อง

2.สนับสนุนในสิ่งที่ลูกเป็นไปให้สุดทาง ไม่ใช่บังคับลูกให้เค้าทำตามในสิ่งที่เราต้องการ

3.ทำความเข้าใจในสิ่งที่ลูกเป็น ในสิ่งที่ลูกชอบ

4.สิ่งสำคัญที่สุดที่พ่อแม่ควรแนะนำให้กับลูกคือวิธีป้องกันทั้งเรื่องท้องหรือเรื่องป้องกันโรคต่าง ๆ 

ไม่จำเป็นต้องรอโรงเรียนสอนจริง ๆ แล้วควรที่จะเป็นพ่อแม่ที่สอนและแนะนำเรื่องทางเพศมากกว่า คนไทยมีค่านิยมที่ผิด ๆ การคุยกับลูกเรื่องเพศไม่ใช่เรื่องหน้าอายเลย ถ้าเราไม่แนะนำลูก ลูกก็อาจจะไปถามเพื่อนเหมือนไปทดลองกันเอง ถ้าเราบอกและแนะนำลูกเองจะไม่ดีกว่ารึเปล่า


 

คิดบวก

หากใครกำลังตกอยู่ให้ห้วงของความทุกข์ และยังหาความสุขให้ตัวเองไม่เจอ รู้ตัวอีกทีก็กลายเป็นคนที่คิดมากกับทุกเรื่องไปแล้ว หากคุณยังหาทางออกไม่ได้ อยากให้ได้ลองมาอ่านตรงนี้สักนิด เผื่อจะได้เจอแนวทางที่สามารถนำไปปรับใช้ในการดำรงชีวิตประจำวันของคุณได้ มาเริ่มกันเลย

              สาเหตุของความทุกข์ทั้งหลาย มักเกิดขึ้นกับคนที่คิดลบ คนที่คิดลบจะไม่ประสบความสำเร็จ หรือประสบความสำเร็จได้ยากกว่าคนคิดบวก จะทำให้คนที่อยู่รอบข้างหมดศักยภาพไปด้วย เพราะอะไรน่ะหรอ เราลองมาคิดเล่นๆว่า ถ้าวันหนึ่งคุณไปทำงานด้วยความสดใสเหมือนทุกวันที่ผ่านมา แต่เมื่อถึงที่ทำงาน เจ้านายเดินมาบอกคุณว่า คุณยังทำงานไม่ดี ขอให้คุณทำงานให้ดีขึ้นกว่านี้ แล้วหัวหน้าก็เดินจากไป ทิ้งให้เรายืนงงอยู่ต่อหน้าเพื่อนร่วมงาน ดังนั้นเรามี 2 ข้อให้คุณได้เปรียบเทียบความแตกต่างทางความคิดของแต่ละบุคคล ดังนี้

  1. คิดลบ วิ่งร้องไห้ออกจากบริษัทไปแล้วบอกกับทุกคนในครอบครัวว่าจะออกจากงานเพราะรับไม่ได้กับคำพูดที่หัวหน้ากล่าวมา 

  2. คิดบวก ยิ้มรับปัญหา แล้วนึกหาเหตุผลว่าที่หัวหน้าได้กล่าวมามันจริงดังเขาว่าหรือเปล่า ถ้าเป็นจริง ฉันจะปรับปรุงตัวเอง และจะทำงานให้ดีขึ้น 

ถ้าเป็นคุณ คุณจะเลือกคิดแบบใด  ถ้าคิดในแบบข้อที่ 1 คุณจะไม่ได้พบเจอกับความสำเร็จในชีวิต เพราะต่อให้คุณเปลี่ยนสถานที่ทำงาน คุณก็ยังต้องเจอกับคนหลายรูปแบบเช่นเดิม แต่ถ้าลองมาคิดในแบบข้อที่ 2 อยู่ที่ไหนคุณก็จะมีความสุข และประสบความสำเร็จในชีวิตอย่างแน่นอน

มาดูวิธีที่จะช่วยกำจัดความคิดที่ไม่ดีออกจากตัวเรากันดีกว่า เป็นวิธีที่เรานำมาใช้ในชีวิตประจำวัน เราไปเจอมาทั้งในอินเทอเน็ต และในชีวิตจริง จึงอยากนำมาแชร์ให้ทุกคนได้นำไปใช้ 

ออกกำลังอย่างสม่ำเสมอ

การออกกำลังกายเป็นวิธีที่ดีต่อความคิดเพราะจะทำให้สมองปลอดโปร่ง ลดความเครียดได้ดี อีกทั้งยังดีต่อสุขภาพ เพราะจะทำให้สุขภาพแข็งแรง ถือได้ว่าดียกกำลังสองเลยนะ

เชื่อมั่นในตัวเอง

อย่าให้คำพูดของผู้อื่นมามีบทบาทต่อชีวิตเรามากจนเกินไป ยึดมั่นในตัวเอง เพราะแต่ละคนมีพื้นฐานชีวิตที่แตกต่างกัน มองข้อดีของตัวเองอยู่เสมอ


มองโลกในแง่ดี

ไม่ว่าคุณอยู่ในสถานการณ์ที่แย่แค่ไหน ขอให้คุณคิดบวกไว้เสมอว่า เดี๋ยวทุกอย่างก็ผ่านพ้นไป อย่าไปยึดติดกับความรู้สึกนั้นนานนัก เดี๋ยวทุกอย่างก็ดีขึ้น เช่น ถ้าคุณกำลังอกหัก อย่าร้องคร่ำครวญจนลืมนึกถึงคนที่อยู่ข้างหลัง และก็ให้คิดเสมอว่าคนที่เขาคบกันมา10-20 ปี เขาก็ยังเลิกกันได้ ถ้าในวันนี้เขาไม่เห็นคุณค่าในตัวเรา ก็อย่าไปให้ราคากับคนแบบนั้นเลย ปล่อยให้เวลาทำหน้าที่ของมัน หรือถ้าวันนี้เราโดนไล่ออกจากงาน ก็ขอให้คิดไว้ว่า มันอาจจะยังไม่ใช่ทางของเรา ไม่เป็นไรในเมื่อแรงยังมี ไม่ตายก็หาใหม่ได้ เป็นต้น

ออกไปอยู่กับธรรมชาติ

หาเวลาว่างออกไปเที่ยวชมธรรมชาติ เช่น ออกไปเที่ยวชมนกชมไม้ที่ภูเขา ออกไปนั่งมองพระอาทิตย์ตกที่ทะเล ออกไปรับลมเย็น ๆ ที่ลำธาร เป็นต้น เราลองมาแล้ว มันได้ผลดีจริง ๆ นะ จากที่เครียด ๆ คุณจะรู้สึกผ่อนคลาย คุณจะลืมไปเลยว่าคุณเครียดเรื่องอะไรมา ยิ่งไปกับครอบครัว หรือคู่รัก ก็จะยิ่งดีไปใหญ่ ลองไปทำดูนะ หาเวลาออกไปเที่ยวบ้าง

ให้กำลังตัวเองอยู่เสมอ

ถึงจะไม่มีใครให้กำลังใจเรา เราก็ต้องให้กำลังใจตัวเองอยู่เสมอ วิธีคิดที่ดีคือ อย่าเอาตัวเราเองไปเปรียบเทียบกับใคร มองความสำเร็จของผู้อื่นแล้วเอามาผลักดันตัวเองนั้นเกิดความอดทนที่จะสู้เพื่ออนาคตของตัเราเอง